เจาะลึก “เรตินอล” (Retinol) มีกี่แบบ? พร้อมวิธีใช้ให้หน้าใสแบบไม่แห้งลอก

Skincare Jan 05, 2026 By paniche@dev

หากพูดถึงส่วนผสมในสกินแคร์ที่ช่วยเรื่อง “งานผิวอ่อนเยาว์” และ “ลดสิว” ได้ทรงประสิทธิภาพที่สุด คงหนีไม่พ้น เรตินอล (Retinol) ครับ แต่หลายคนยังกล้าๆ กลัวๆ เพราะผลข้างเคียงเรื่องผิวลอกหรือการระคายเคือง

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ วันนี้ผมจะมาสรุปให้ฟังว่า เรตินอลมีกี่แบบ และ วิธีใช้เรตินอล ที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร ถึงจะเห็นผลลัพธ์สูงสุดโดยที่ผิวไม่พังครับ


เรตินอล (Retinol) คืออะไร? ทำไมถึงเป็นตัวแม่ของวงการผิว

เรตินอล คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A) ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) มีหน้าที่หลักในการเร่งการผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยแก้ปัญหาหลักๆ ได้แก่:

  • ลดเลือนริ้วรอยร่องลึก
  • ลดการอุดตันของสิว
  • ปรับผิวให้เรียบเนียน กระชับรูขุมขน
  • ลดจุดด่างดำและรอยสิว

เรตินอลมีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ

ในท้องตลาดมีอนุพันธ์วิตามินเอหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมี “ความแรง” และ “การแปลงร่าง” ที่ต่างกันดังนี้ครับ:

  1. Retinyl Esters (อ่อนโยนที่สุด): เช่น Retinyl Palmitate เหมาะสำหรับมือใหม่หรือคนผิวแพ้ง่ายมาก เพราะต้องผ่านการแปลงร่างหลายขั้นตอนกว่าผิวจะนำไปใช้ได้
  2. Retinol (มาตรฐานทองคำ): เป็นรูปแบบที่นิยมที่สุดในสกินแคร์ ประสิทธิภาพดี เห็นผลชัดเจนในเรื่องริ้วรอยและผิวเรียบเนียน
  3. Retinal / Retinaldehyde (เห็นผลไว): ตัวนี้มาแรงมาก! เพราะแปลงร่างเพียงขั้นตอนเดียวก็ทำงานได้เลย เห็นผลเร็วกว่าเรตินอลทั่วไปถึง 10 เท่า เหมาะกับคนที่เคยใช้เรตินอลมาก่อนแล้ว
  4. Granactive Retinoid (HPR): นวัตกรรมใหม่ที่ออกฤทธิ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลงร่าง แต่มีความอ่อนโยนสูง ไม่ค่อยระคายเคืองผิว
  5. Retinoic Acid (ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ): เช่น Tretinoin ตัวนี้แรงที่สุด ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

วิธีใช้เรตินอล (Retinol) ให้เห็นผลลัพธ์สูงสุด (Step-by-Step)

การใช้ เรตินอล ไม่ใช่การทายิ่งเยอะยิ่งดี แต่คือการใช้ให้ “ถูกจังหวะ” ครับ

1. เริ่มจากความเข้มข้นต่ำและใช้น้อยๆ

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มที่ความเข้มข้น 0.1% – 0.3% และทาเพียงปริมาณเท่า “เมล็ดถั่วเขียว” ทั่วใบหน้า

2. ใช้เทคนิค “Sandwich Method” (สำหรับผิวแพ้ง่าย)

เพื่อลดการระคายเคือง ให้ทาตามลำดับดังนี้:

  • ทามอยส์เจอไรเซอร์ชั้นที่ 1
  • ทา เรตินอล
  • ทามอยส์เจอไรเซอร์ชั้นที่ 2 ทับอีกครั้ง

3. ใช้เฉพาะ “ตอนกลางคืน” เท่านั้น

เนื่องจาก Retinol ไวต่อแสงแดดและเสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอ UV การทากลางคืนจึงเห็นผลดีที่สุด

4. กฎ 1-2-3 สำหรับมือใหม่

  • สัปดาห์ที่ 1-2: ทาเพียง 2 คืนต่อสัปดาห์
  • สัปดาห์ที่ 3-4: ขยับเป็นวันเว้นวัน
  • หลังจากนั้น: หากผิวไม่มีอาการแดงหรือลอก สามารถทาทุกคืนได้ครับ

ข้อควรระวัง: สิ่งที่ “ห้าม” ทำเมื่อใช้เรตินอล

  • ห้ามลืมทากันแดด: เรตินอลทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น หากไม่ทากันแดดหน้าจะคล้ำง่ายกว่าเดิม
  • ห้ามใช้ร่วมกับ AHA/BHA หรือวิตามินซีเข้มข้น: ในช่วงแรกควรเลี่ยงการใช้สารผลัดเซลล์ผิวอื่นๆ พร้อมกัน เพื่อป้องกันผิวไหม้หรือระคายเคือง

สรุป

การเลือกใช้ เรตินอล ให้ถูกประเภทและใช้อย่างถูกวิธี จะช่วยเปลี่ยนผิวที่ดูเหนื่อยล้าให้กลับมาดูเด็กและเรียบเนียนได้จริง สิ่งสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” และ “ความอดทน” เพราะผลลัพธ์ที่ชัดเจนมักจะเริ่มเห็นในสัปดาห์ที่ 4-12 ครับ